เขื่อนยักษ์ “สามผา” ของจีน (China’s Three Gorges Dam)

บทความซึ่ง http://www.manager.co.th/ เก็บความจากwww.atimes.com
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์ http://www.atimes.com/ By Antoaneta Bezlova
03/11/2009)


 

- บริเวณที่เรียกว่า หุบเขาสามผา
( Three Gorges canyons)

สิบห้าปีหลังจากจีนเริ่มต้นลงมือสร้างเขื่อนยักษ์
บริเวณ “สามผา” (ซานเสีย)

มาถึงตอนนี้การก่อสร้าง “เขื่อนสามผา”
(ซานเสียต้าป้า -Three Gorges Dam)

ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจแห่งความก้าวหน้า
ทางด้านวิศวกรรมของจีน
ก็กำลังใกล้ที่จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์
ทว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ระงมกึกก้องออกมา
ประดุจการระดมยิงด้วยปืนใหญ่
ต่อเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
และใช้ต้นทุนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งนี้
ก็ยังไม่มีทีท่าจะยุติจางคลายไปเลย

 


(ภาพจาก http://edition.cnn.com/)

เวลา 15 ปีที่ใช้ในการก่อสร้าง
สิ้นค่าใช้จ่ายมหาศาลระหว่าง 8,000 ล้าน ถึง 27,000 ล้านดอลลาร์
(ประมาณ 240,000 – 810,000 ล้านบาทไทย)
ในเร็ววันนี้ระดับน้ำในอ่างเก็บกักน้ำยักษ์หลัง “เขื่อนสามผา” บนแม่น้ำแยงซีเกียง
ก็จะเพิ่มถึงระดับสูงสุดขั้นสุดท้ายนั่นคือที่ 175 เมตร (ประมาณตึกสูง 44 ชั้น)


(ภาพจาก http://www.greendiary.com/)

อย่างไรก็ดี พวกเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกลับไม่คิดที่จะจัดการเฉลิมฉลองอย่างเอิกเกริกอะไรนัก เนื่องจากเวลานี้ประเทศจีนกำลังหันไปเสาะแสวงหา “พลังงานหมุนเวียน” รูปแบบใหม่ๆ ซึ่งทำให้เขื่อนแห่งนี้กลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความทะเยอทะยานที่ล้าสมัยไปเสียแล้ว

ประชาชน 1.3 ล้านคนต้องอพยพพลัดพราก
จากบ้านเรือนที่เคยอยู่อาศัย

ภายในประเทศเอง พวกเขากำลังเผชิญกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า การผันน้ำเติมเข้าไปในเขื่อน กำลังทำให้ภาวะภัยแล้งในแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก

ส่วนภายนอกประเทศ ที่จีนพยายามหาทางส่งออกแบบจำลองการพัฒนาแบบ “สามผา” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยการสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ๆ
ดังเช่นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดยักษ์เช่นนี้ พวกวิศวกรจีนก็ต้องประสบกับแรงคัดค้านในประเทศต่างๆ

นักการทูตจีนต้องเผชิญกับระลอกคลื่นแห่งความไม่พอใจที่ซัดสาดสูงขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ปักกิ่งพยายามขยาย “การทูตไฟฟ้าพลังน้ำ” ไปทั่วเอเชียและแอฟริกา

เหตุผลหนักแน่นที่สุดที่ทำให้ปักกิ่งรลดการเฉลิมฉลองเปิดเขื่อน อาจจะเป็นเพราะว่าเขื่อนสามผากำลังมีสภาพเป็นอนุสาวรีย์แห่งความทะเยอทะยานที่ล้าสมัยไปเสียแล้ว

ในขณะที่ปัจจุบันจีนกำลังหันไปหา “พลังงานหมุนเวียน” (renewable energy) รูปแบบใหม่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ และกระทั่งอวดอ้างควาเมป็นผู้นำในกระแสคลื่นลูกต่อไปแห่งการพัฒนาสีเขียว เขื่อนยักษ์แห่งนี้จึงเหมือนกลายเป็นการส่งสัญญาณที่สร้างความสับสนว่าจีนจะจัดลำดับความสำคัญอย่างไรกันแน่

“เขื่อนสามผาเป็นแบบจำลองสำหรับใช้กันในอดีต” เป็นความเห็นของปีเตอร์ บอสชาร์ด (Peter Bosshard) ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายขององค์การแม่น้ำระหว่างประเทศ (International Rivers)
ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ในแคลิฟอร์เนีย และประกาศภารกิจที่จะ “คุ้มครองแม่น้ำและชุมชนที่พึ่งพาอาศัยแม่น้ำ”

“มีวิธีที่ฉลาดกว่าตั้งเยอะในการที่เราจะผลิตไฟฟ้าและบริหารจัดการน้ำท่วม ดีกว่าจะไปสร้างโครงการขนาดยักษ์ๆ ทั้งหลายซึ่งล้าสมัยไปเสียแล้ว” บอสชาร์ดกล่าวต่อ

การสร้างเขื่อนมหึมากั้นแม่น้ำแยงซีเช่นนี้ สามารถสาวย้อนหลังไปได้ว่า เป็นความฝันประการหนึ่งของซุนยัตเซ็น บิดาผู้สถาปนาประเทศจีนสมัยใหม่ ด้วยการโค่นล้มราชวงศ์ชิงในปี 1911

ประธานเหมาเจ๋อตงก็เป็นผู้สั่งให้ขุดดินก้อนแรก ๆในโครงการนี้ เพียงแต่ว่าความปั่นป่วนวุ่นวายของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม (ปี1966-76) ได้เข้ามาขัดขวางทำให้โครงการต้องหยุดชะงักไป ผู้นำทั้งสองคนนี้ต่างเห็นว่าเขื่อนยักษ์คือหนทางที่จะควบคุมภัยน้ำท่วม ที่สร้างภัยพิบัติต่อดินแดนตอนล่างของลุ่มแม่น้ำแยงซีอยู่เรื่อยๆ รวมทั้งจะเป็นกระดูกสันหลังให้แก่โครงข่ายกระแสไฟฟ้าระดับชาติได้ด้วย

และบัดนี้มันไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้วแต่คือความเป็นจริง เขื่อนสามผามีศักยภาพที่จะผลิตไฟฟ้าได้ถึง 18,000 เมกะวัตต์ แต่ทว่าในกระบวนการของการก่อสร้างได้ทำให้หมู่บ้าน 1,350 แห่งต้องจมน้ำไป และประชาชน 1.3 ล้านคนต้องอพยพพลัดพรากจากบ้านเรือนที่เคยอยู่อาศัย
 


1ในจำนวนหมู่บ้าน 1,350 แห่งที่ต้องจมน้ำไป จากการสร้างเขื่อนนี้
(ภาพจาก http://www.sauer-thompson.com/)

มันไม่เพียงเป็นโครงการไฟฟ้าพลังงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น หากยังเป็นโครงการที่มีค่าใช้จ่ายแพงที่สุดเท่าที่เคยมีมาอีกด้วย

เมื่อตอนที่ได้รับการอนุมัติให้เดินหน้าสร้างได้ในปี 1992 มีการประมาณการเอาไว้ว่าเขื่อนนี้จะต้องใช้เงินลงทุน 57,000 ล้านหยวน (8,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เมื่อเวลาผ่านไป มันก็เพิ่มขึ้นกลายเป็น 27,000 ล้านดอลลาร์ ถ้าถือตามตัวเลขที่รัฐบาลจีนยอมรับ และทะยานไปถึง 88,000 ล้านดอลลาร์ด้วยซ้
ตามการประมาณการของบุคคลภายนอกบางราย


ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงหลังจากการสร้างเขื่อน
(ภาพจาก http://dsc.discovery.com/)
 

นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายแอบแฝงของเขื่อนแห่งนี้ยังกำลังเริ่มต้นปรากฏออกมาให้เห็นในเวลานี้ การปิดกั้นกระแสน้ำในแม่น้ำได้เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแยงซี ในระดับที่กำลังทำให้พวกโลมาแม่น้ำและปลาสเตอร์เจียนทำท่าจะต้องสูญพันธุ์

การประมงเพื่อการพาณิชย์ในแยงซีและบริเวณนอกปากแม่น้ำในทะเลจีนตะวันออก
ก็เสื่อมทรุดอย่างฮวบฮาบ ผลข้างเคียงที่เป็นความหายนะอย่างอื่นๆ ยังมีอาทิ แหล่งน้ำจืดต่างๆ เกิดเป็นมลพิษ, ดินถล่มอย่างรุนแรงที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิต, และความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวก็เพิ่มสูงขึ้น

ในเดือนกันยายน 2007 เจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายคนยอมรับว่า “ถ้าหากไม่ดำเนินมาตรการในทางระวังป้องกันแล้ว ก็อาจจะกลายเป็นภาวะล่มสลายทางสิ่งแวดล้อม”

อดีตนายกรัฐมนตรี หลี่เผิง ผู้ร่ำเรียนสำเร็จการศึกษามาจากวิศวกรรมศาสตร์ ที่เป็นพลังขับดันเบื้องหลังโครงการนี้ และก็จะเป็นที่จดจำรำลึกเนื่องจากเขื่อนแห่งนี้ด้วย ในปี 1992 หลี่พยายามอย่างหนักจนประสบความสำเร็จในการกดข่มเสียงคัดค้านต่อโครงการนี้ภายในประเทศจีน และกระทุ้งกดดันจนรัฐสภาอนุมัติให้สร้างเขื่อน

พวกผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความพยายามเหล่านี้มีแรงจูงใจจากการที่หลี่ ปรารถนาที่จะสร้างมรดกทางการเมืองของตัวเขาขึ้นมาใหม่ ภายหลังการปราบปรามประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989
ซึ่งเขาเป็นผู้กำกับควบคุม


เขื่อนยักษ์ “สามผา” สถานีพลังงานไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
จะสามารถทำงานอย่างเต็มรูปในปี 2011

(ภาพจาก http://www.blogthebest.com/2009/04/three-gorges-dam/)

การก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำแยงซี “เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เพียงแต่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชนเท่านั้น หากยังสาธิตให้เห็นความยิ่งใหญ่แห่งผลสำเร็จของการพัฒนาประเทศจีนอีกด้วย” เขากล่าวเช่นนี้ในปี 1997 ขณะเป็นประธานในพิธีฉลองวาระการผันแม่น้ำไปสู่จุดที่จะสร้างเขื่อน

(สำนักข่าวอินเตอร์เพรสเซอร์วิส)


ขณะที่เกิดปรากฎการณ์น้ำในแม่น้ำโขง ลดระดับลงต่ำสุดครั้งประวัติการณ์ พร้อมกับเสียงโจมตีจีนกักน้ำไว้ในเขื่อนร่วม 10 เขื่อน ที่ตั้งอยู่บริเวณตอนบนของแม่น้ำโขงในประเทศจีน เป็นเหตุสร้างความเดือดร้อนแก่กลุ่มชาติลุ่มน้ำโขง ทั้งกัมพูชา ลาว เวียดนาม และไทย ในครั้งนี้

ในกรุงปักกิ่ง ก็มีการรายงานถึงผลกระทบจากโครงการเขื่อนใหญ่เป็นข่าวเล็กๆ โดยผู้แทนประชาชนของจีนได้เผยถึงความเสี่ยงภัยพิบัติธรรมชาติที่กลัวมากจากเขื่อนสามโตรก หรือซันเสีย (Three Gorges)
ซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่ที่สุดในโลกที่จีนได้สร้างขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกเช่นกัน

สื่อจีน เป่ยจิง ไทมส์ เผยว่า นาย ถัง ซีเว่ย รองนายกเทศมนตรีนครฉงชิ่ง ได้แถลงต่อที่ประชุมสมัชชาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน (เอ็นพีซี) หรือรัฐสภาระหว่างการประชุมประจำปีในสัปดาห์นี้ ระบุว่าขณะนี้พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำของเขื่อนสามโตรก กำลังประสบปัญหาน่าวิตก จากภัยพิบัติทางธรณีวิทยา การกลายสภาพเป็นทะเลทราย และมลพิษน้ำ

นับจากเขื่อนสามโตรกผุดขึ้นมา ก็มีรายงานข่าวแผ่นดินถล่มบ่อยครั้ง ซึ่งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นผลกระทบจากเขื่อน และในการแถลงต่อรัฐสภา นายถัง รองพ่อเมืองฉงชิ่ง สรุปข้อมูลล่าสุดว่า ได้เกิดภัยพิบัติทางธรณีวิทยาแล้ว 252 ครั้งในบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนสามโตรก นอกจากนี้ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญยังได้คาดการณ์กันว่าอาจเกิดภัยพิบัติ ในบริเวณอ่างเก็บน้ำอีก 2,500 แห่ง หากน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้จีนได้ระงับแผนการเพิ่มระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนสามโตรกในเดือนพ.ย.ปีที่ผ่านมา ซึ่งตามแผนฯจะเพิ่มถึง 175 เมตร เนื่องจากกลัวภัยพิบัติแผ่นดินถล่มจะสูงขึ้นตามด้วย นอกจากนั้น ระดับน้ำที่เพิ่มยังอาจทำให้รอยแยกจากแผ่นดินถล่มเดิม เกิดปริแยกออกไปอีก เนื่องจากดินบริเวณรอบเขื่อนจะยิ่งอิ่มน้ำ และอ่อนตัวลง

และก่อนหน้ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญจีนได้ชี้ว่าปัญหาภัยพิบัติทางธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นดังกล่าว เป็นลางบ่งชี้ถึง “ปัญหาที่ไม่อาจคาดหมาย” จากผลกระทบเขื่อนสามโตรก ดังนั้น นครฉงชิ่งจึงได้เสนอแผนโยกย้ายคนออกจากพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำอีก 4 ล้านคนระหว่าง 10 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งมากกว่าการอพยพในช่วงก่อสร้างเขื่อนถึง 3 เท่า! โดยแผนนี้ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลเมื่อปีที่แล้ว

เขื่อนสามโตรก เป็นเขื่อนใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในพื้นที่หุบเขาซีหลิงเสีย เมืองอี๋ชัง ในมณฑลหูเป่ย ที่มีระบบนิเวศวิทยาที่เปราะบาง ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกับเขตตะวันออกเฉียงเหนือของมหานครฉงชิ่งความมโหฬารของเขื่อนสามโตรก เฉพาะตัวเขื่อนมีความยาวร่วม 3 กิโลเมตร และต้องปล่อยน้ำท่วมเมืองต่างๆที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแยงซีเกียง 116 เมือง เพื่อเป็นอ่างเก็บน้ำซึ่งมีความยาว 640 กิโลเมตร

ในตอนนั้น จีนต้องโยกย้ายประชากรออกจากพื้นที่ 1.4 ล้านคน ซึ่งได้ทุบสถิติด้านการย้ายคนออกจากพื้นที่ครั้งใหญ่สุดในโลกเช่นกัน

จีนใช้เวลาสร้างเขื่อนยักษ์นี้นาน 15 ปี เริ่มจากปี 2537 โดยเฟสสุดท้ายแล้วเสร็จเมื่อปี 2552 สำหรับงบประมาณก่อสร้างเขื่อนสามโตรกที่เปิดเผย เท่ากับ 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ.

แผนที่แสดงต้นน้ำ แม่น้ำโขงและแม่น้ำแยงซี

(ข้อมูลจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มีนาคม 2553
ภาพจาก internet)

 

Comments are closed.